ศัลยกรรม

เมโกะคลินิก ศูนย์ศัลยกรรมความงาม เสริมจมูก ทำตา2ชั้น แก้ถุงใต้ตา เสริมหน้าอก เสริมคาง ผิวพรรณและเลเซอร์ความงาม ดูดไขมัน กำจัดขน ชะลอวัย ทรีทเม้นท์ยอดฮิต

หน้าแรก ประวัติเมโกะคลินิก ทรีทเม้นท์ สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เว็บบอร์ด โปรโมชั่น ภาพข่าวและกิจกรรม บทความ ร่วมงานกับเมโกะ คำถามที่ถามบ่อย ติดต่อเมโกะ


บทความ พ.ญ.สุธาสินี : ความสวย..สั่งได้

BOTOX
นางเอกหรือนางร้ายกันแน่!

ในช่วงนี้หลายๆท่านคงได้ยินข่าว พระเอกชื่อดังเจอพิษจากการฉีดโบท็อกซ์ จนหนังตาบวมปิด ซึ่งเป็นข่าวออกมาอย่างครึกโครม หลายคนที่เคยมีประสบการณ์การฉีดโบท็อกซ์ หรือมีเพื่อนฝูงคนรู้จักที่อยากใช้โบท็อกซ์เพื่อย้อนวัย ให้ใบหน้ากลับมาตึงกระชับเหมือนเดิม คงนึกหวั่นวิตก ว่าตัวเองจะประสบเหตุแบบนั้นบ้างหรือไม่ ตกลงแล้วโบท็อกซ์คืออะไรกันแน่ มีอันตรายจริงมั้ย ? วันนี้หมอจะไขข้อข้องใจในเรื่องโบท็อกซ์ ให้เคลียร์กันไปเลยค่ะ

พ.ญ. สุธาสินี ปิ่นปราณี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ ความงาม และผิวพรรณ Meko Clinic
“โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อทางการค้า (trade name) ของสารชีวภาพชนิดหนึ่งคือ โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) “โบทูลินัม” คือแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ ส่วนคำว่า “ท็อกซิน” นั้นแปลตรงตัวว่า “สารพิษ” แต่ว่าคำนี้เป็นคำกลางๆ นะคะ กล่าวคือ อาจจะเป็นสารพิษต่อมนุษย์หรือไม่ก็ได้ เช่น สารพิษบางอย่างเป็นพิษต่อแมลงบางชนิด แต่ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ ในกรณีนี้ก็เรียกสารดังกล่าวว่า “ท็อกซิน” ได้เช่นเดียวกัน ส่วนคำว่า “เอ” นั้นระบุว่า ท็อกซินชนิดนี้เป็นหนึ่งในท็อกซินที่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ผลิตได้ (มีทั้งหมด 7 ชนิด โบท็อกซ์ป็นชนิดที่ปลอดภัยที่สุด )

ท็อกซินชนิดนี้พบตามธรรมชาติตั้งแต่ปี 1817 โดยนายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ จัสทินัส เคอร์เนอร์ (Justinus Kerner) อันตรายของท็อกซินชนิดนี้ อาจรุนแรง ถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เนื่องจากท็อกซินดังกล่าว จะออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาท ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ชนิดหนึ่ง คือ อะซีทิลโคลีน (acetylcholine) ได้ มีผลทำให้กล้ามเนื้อไม่อาจหดตัวได้

อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะเริ่มสงสัยและหวาดกลัวว่า ถ้าท็อกซินดังกล่าวมีอันตรายเช่นนั้นแล้ว ทำไมยังจะมีคนต้องการฉีด “โบท็อกซ์” อยู่อีก แล้ว “โบท็อกซ์” มาเกี่ยวข้องกับการลดรอยเหี่ยวย่นได้อย่างไร อย่างที่หมอได้บอกไปแล้วว่า ทุกอย่างในโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย “โบท็อกซ์” ก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นยาพิษ แต่ในแง่ของการรักษาแล้ว “โบท็อกซ์” ถูกนำมาใช้สำหรับรักษาอาการกระตุกของกล้ามเนื้อตา อาการตาเหล่หรือตาเข ตลอดไปจนถึงอาการปวดตึง ผิดธรรมดาของกล้ามเนื้อคอ โดยมีการอนุญาตให้ใช้ได้ในประเทศสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2532
จนกระทั่งเดือนเมษายน 2545 องค์การอาหารและยา สหรัฐฯ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า เอฟดีเอ (FDA, Food and Drug Administration) อนุมัติให้ใช้ “โบท็อกซ์” เพื่อประโยชน์ในอุตสาหกรรมความงาม ทำให้”โบท็อกซ์”มีชื่อเสียงไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพราะฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ก็จะมีผลให้ลดรอยเหี่ยวย่น ได้นั่นเอง โดยจะมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน

ปัจจุบันแพทย์ผิวหนังและความงามต่างคิดค้นเทคนิคในการใช้โบท็อกซ์เพื่อประโยชน์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นลดรอยย่นที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ หน้าผาก หว่างคิ้ว ตีนกา ใช้ปรับรูปหน้า ลดขนาดกรามที่เกิดจากการมีกล้ามเนื้อบดเคี้ยวขนาดใหญ่เพื่อทำให้หน้าเรียว อย่างที่ดาราเกาหลีนิยมทำกัน และยกกระชับใบหน้า ลดหนียงที่หย่อนยานลงมา


  หรือบางคนก็เอามาทำให้เจือจางลงแล้วพรมฉีดเข้าไปทั่วหน้าเพราะตัวโบท็อกซ์จะทำให้รูขุมขนเล็กและผิวหนังบริเวณที่ฉีดใสขึ้น รวมถึงการฉีดลดน่องที่ใหญ่จากกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่ไขมัน รักษาภาวะเหงื่ออกมากผิดปกติ ( hyperhydrosis) โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่นที่ฝ่ามือ เท้า รักแร้ และหน้า จะเห็นว่าโบท็อกซ์นั้นถ้าใช้อย่างถูกวิธี ก็มีประโยชน์มากมายในแง่ของความงาม

ในการฉีดโบท็อกซ์นั้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน โดยพบว่ามีคนไข้ที่พบภาวะดังกล่าว ประมาณ 3-10% ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์นั้น มีหลายรูปแบบด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอาการเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ปวดศีรษะ คลื่นไส้ คัน เจ็บคอ มีไข้ มีอาการคล้ายเป็นหวัด ไปจนถึงเกิดอาการเจ็บปวดและเกิดแผลช้ำบริเวณที่ฉีด เกิดอาการคิ้วตก กล้ามเนื้อเปลือกตาหย่อน ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังนั่นเอง โดยสาเหตุที่เกิดนั้น อาจเกิดจากการใช้ขนาดยาสูงเกินไปสำหรับคนไข้ เพราะคนเราแต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาได้ไม่เท่ากัน หรืออาจเป็นที่เทคนิคการฉีดที่ใกล้ตำแหน่งสำคัญมากเกินไป หรือสุดท้ายเกิดจากคนไข้เองเพราะหลังการฉีดโบท็อกซ์ทุกครั้งจะมีข้อระวังคือควรอยู่ในท่านั่ง หรือยืนประมาณ 4 ชม. ไม่กดนวดบริเวณที่ฉีดเอง ไม่ใส่ที่คาดศีรษะ หรืออะไรที่จะไปกดรัดในบริเวณที่ฉีดยา เพื่อกันการไหลของยาไปที่อื่นที่เราไม่ต้องการ และ ไม่ควรอบซาวน่าหรือให้ใบหน้าโดนความร้อนสัก 2 อาทิตย์เพื่อให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้นานเต็มที่ แต่ถ้าคนไข้ท่านใดเริ่มสังเกตว่าเกิดปัญหาดังกล่าวโดยจะเริ่มเห็นได้ประมาณ 3-7วัน ให้รีบติดต่อพบคุณหมอที่ทำการฉีดให้ด่วนเพราะสามารถมีวิธีในการช่วยทำให้ฤทธิ์ของโบท็อกซ์ อ่อนลงได้ทำให้ภาวะแทรกซ้อนนั้นหายเร็วขึ้น โดยทั่วไปก็จะเกิดไม่นานเกิน1-2เดือนขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ และตำแหน่งที่ฉีดนะคะ

อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาสถานพยาบาลที่จะเลือกฉีดนั้นมีความสำคัญมาก เพราะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ได้ผลที่สวยงามดั่งใจและลดภาวะแทรกซ้อน ต้องขึ้นกับประสบการณ์ในการฉีดของแพทย์แต่ละท่าน และในปัจจุบัน มีการใช้สารเลียนแบบโบท็อกซ์โดยอ้างชื่อโบท็อกซ์ ทำให้ภาพของโบท็อกซ์ที่ออกมาดูน่ากลัวกว่าความเป็นจริงค่ะ และเคยมีรายงานการใช้สารเลียนแบบ ว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้วค่ะ
ดังนั้น หากคุณคิดจะฉีดโบท็อกซ์ ควรเลือกสถานพยาบาลและคุณหมอที่มีประสบการณ์น่าเชื่อถือ ที่สำคัญเพื่อลดความกังวลคุณมีสิทธิ์ขอเรียกดูฉลากก่อนฉีด ยุคนี้ใครๆก็ขอสวยด้วยแพทย์ทั้งนั้น แต่หมอขอแนะนำว่าต้องสวยด้วยแพทย์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยจะดีกว่านะคะ.